ถ้าไม่มีคดีในศาล จะโต้แย้งว่ากฎหมายขัดรัฐธรรมนูญได้อย่างไร
16/08/2022Highlight
- มาตรา ๓๐๑ เอาผิดหญิงที่ทำแท้งแต่ไม่ลงโทษชายที่ทำให้หญิงตั้งครรภ์ ขัดต่อหลักความเสมอภาคตามรัฐธรรมนูญ หรือไม่
- ความผิดเกี่ยวกับการทำแท้ง เป็นการให้สิทธิแต่หญิงมีครรภ์เพียงฝ่ายเดียวโดยไม่คำนึงถึงสิทธิของทารกในครรภ์เลยหรือ
กฎหมายที่เกี่ยวข้อง
- คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ ๔/๒๕๖๓
- พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๖๑ มาตรา ๔๖ วรรคสอง
ถ้าไม่มีคดีในศาล จะโต้แย้งว่ากฎหมายขัดรัฐธรรมนูญได้อย่างไร
หน้าที่และอำนาจหลักของศาลรัฐธรรมนูญ คือการพิจารณาวินิจฉัยความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของกฎหมายหรือร่างกฎหมาย เพื่อให้เป็นไปตามหลักการที่ว่ารัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุด บทบัญญัติใดของกฎหมาย กฎหรือข้อบังคับ หรือการกระทำใด ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญเป็นอันใช้บังคับมิได้
กรณีที่ประชาชนเป็นความเป็นคดีในศาลแล้ว บุคคลที่เป็นคู่ความและจะถูกบังคับด้วยกฎหมายที่ตนเห็นว่าขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ ก็มีสิทธิร้องขอต่อศาลให้ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยได้
โดยกระบวนการตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๒
แต่ถ้าไม่ได้มีคดีขึ้นโรงขึ้นศาล แต่ก็ได้รับความเดือดร้อนเสียหายหรือรู้สึกถูกละเมิดสิทธิจากกฎหมายบางเรื่องอยู่ จะมีช่องทางใดในการขอให้ศาลรัฐธรรมนูญตรวจสอบกฎหมายนั้นได้บ้าง กรณีนี้ ประชาชนอาจไปใช้สิทธิต่อองค์กรอิสระคือผู้ตรวจการแผ่นดินเพื่อให้เขาเสนอเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยในกรณีที่กฎหมายมีผลใช้บังคับอยู่ว่าอาจมีปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญก็ได้
แต่ประชาชนจะไป “เริ่มเรื่อง” ให้การโต้แย้งหรือความเห็นของตนได้รับการพิจารณา
ในศาลรัฐธรรมนูญได้อย่างไร มีกรณีตัวอย่างมาเล่าให้ฟังสองเรื่อง ดังนี้
เรื่องแรก เป็นกรณีแพทย์หญิงท่านหนึ่งซึ่งอยู่ในเครือข่ายแพทย์อาสายุติการตั้งครรภ์ตามกฎหมายและข้อบังคับของแพทยสภาให้กับหญิงที่ตั้งครรภ์โดยไม่พร้อม วันหนึ่งท่านถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมและกล่าวหาว่ากระทำผิดฐานทำให้หญิงแท้งลูกโดยหญิงนั้นยินยอม และจับกุมหญิงผู้เข้ารับบริการยุติการตั้งครรภ์ในความผิดฐานยินยอมให้ผู้อื่นทำให้ตนแท้งลูก ทั้งที่ผู้ร้องเป็นแพทย์และวินิจฉัยแล้วว่าหญิงผู้ตั้งครรภ์ได้รับความคุ้มครองตามข้อยกเว้นให้ทำแท้งได้ตามกฎหมายในขณะนั้น
คุณหมอจึงเห็นว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๐๑ น่าจะขัดต่อหลักความเสมอภาคตามรัฐธรรมนูญเนื่องจากบัญญัติเอาผิดแต่หญิงที่ทำแท้งแต่ไม่ลงโทษชายที่ทำให้หญิงตั้งครรภ์ และขัดต่อสิทธิในเสรีภาพ ชีวิต และร่างกายของหญิงผู้ประสงค์จะยุติการตั้งครรภ์นั้น นอกจากนี้ บทบัญญัติมาตรา ๓๐๕ ที่เป็นข้อยกเว้นให้ทำแท้งได้ก็จำกัด ไม่สอดคล้องกับสภาพการณ์และไม่เท่าทันความก้าวหน้าและเทคโนโลยีทางการแพทย์ แต่เนื่องจากเรื่องนี้ยังเป็นการดำเนินคดีในชั้นสอบสวน จึงไม่ถือเป็นกรณีที่อยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลที่จะใช้สิทธิโต้แย้งตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๒ ได้ ท่านจึงไปยื่นคำร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดินเพื่อให้ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัย
ผู้ตรวจการแผ่นดินพิจารณาแล้วเห็นว่า ประมวลกฎหมายอาญาทั้งสองมาตรานั้นมีปัญหาจริงในทางปฏิบัติบังคับใช้อยู่บ้าง แต่ไม่ถึงกับถือเป็นกฎหมายที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ จึงไม่ส่งคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ทำให้เข้าเงื่อนไขที่จะสามารถยื่นคำร้องโดยตรงต่อศาลรัฐธรรมนูญได้ โดยอาศัยช่องทางตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๓ และศาลรัฐธรรมนูญก็ได้รับเรื่องของแพทย์หญิงท่านนี้ไว้พิจารณาวินิจฉัย
ในที่สุดศาลรัฐธรรมนูญก็มีคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ ๔/๒๕๖๓ วินิจฉัยว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๐๑ เรื่องความผิดที่หญิงทำให้ตนแท้งลูก ขัดหรือแย้งต่อหลักความเสมอภาคระหว่างชายหญิงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๗ สำหรับกรณีมาตรา ๓๐๕ ที่เป็นบทยกเว้นเงื่อนไขกรณีให้แพทย์ทำแท้งให้หญิงได้นั้น แม้ศาลรัฐธรรมนูญจะเห็นว่าไม่ถึงกับขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ แต่บทบัญญัติดังกล่าวก็สมควรได้รับการแก้ไขให้เหมาะกับสภาพการณ์ โดยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปดำเนินการแก้ไขปรับปรุงกฎหมาย ภายใน ๓๖๐ วัน
ต่อมาจึงมีการแก้ไขกฎหมายทั้งสองมาตรานี้เพื่อให้สอดคล้องกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเป็นพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ ๒๘) พ.ศ. ๒๕๖๔ ซึ่งมีผลบังคับไป
เมื่อวันที่ ๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๔ นี้เอง
แม้ว่าเรื่องนี้จะมีผู้เห็นด้วย แต่ก็แน่นอนว่าย่อมต้องมีผู้เห็นต่าง
เรื่องที่สอง นี้มีคุณหมอสูตินารีแพทย์อีกกลุ่มหนึ่งก็เห็นว่าการแก้ไขกฎหมายความผิดเกี่ยวกับการทำแท้งดังกล่าว เป็นการให้สิทธิแต่หญิงมีครรภ์เพียงฝ่ายเดียวโดยไม่คำนึงถึงสิทธิของทารกในครรภ์ในการที่จะมีชีวิตอยู่และไม่คำนึงถึงสิทธิในการร่วมตัดสินใจของชายผู้เป็นบิดาของทารกในครรภ์ เป็นการละเมิดต่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และเป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรม จึงไปยื่นคำร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดินขอให้ผู้ตรวจการแผ่นดินขอให้เสนอเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๓๑ (๑) ว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมีปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญตามเหตุผลข้างต้น ซึ่งเรื่องนี้ผู้ตรวจการแผ่นดินเห็นว่า บทบัญญัติดังกล่าวไม่มีปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ให้ยุติเรื่อง
เช่นนี้แล้วจึงมีคำถามว่า กลุ่มแพทย์ผู้ร้อง จะถือว่าเมื่อผู้ตรวจการแผ่นดินไม่ส่งเรื่อง
ให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๓๑ (๑) แล้ว จะมีสิทธินำเรื่องมาร้องโดยตรงต่อศาลรัฐธรรมนูญโดยถือว่าเป็นการยื่นคำร้องตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๓ ได้หรือไม่
ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยปัญหานี้ไว้ในคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญที่ ๒๙/๒๕๖๔ ว่า การยื่นคำร้องว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายมีปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๓ จะต้องเป็นไปตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๖๑ มาตรา ๔๘ ประกอบมาตรา ๔๖ ดังนั้น แม้ว่าผู้ร้องจะยื่นคำร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดินและผู้ตรวจการแผ่นดินแจ้งผล
การพิจารณาให้ยุติเรื่อง แต่เมื่อเป็นการยื่นคำร้องตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๓๑ (๑) ไม่ใช่การยื่นคำร้อง
ตามมาตรา ๒๑๓ จึงไม่เข้าหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขข้างต้น จึงไม่อาจยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญได้
เราอาจถืออุทาหรณ์สองเรื่องนี้เป็นแนวทางเบื้องต้นในการแยกความแตกต่าง ระหว่างการใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๓๑ (๑) โดยผู้ตรวจการแผ่นดิน และกรณีที่บุคคลไปยื่นคำร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดินเพื่อให้ดำเนินการตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๓ ได้ว่า ประชาชนอาจจะไปเสนอเรื่องร้องเรียนต่อผู้ตรวจการแผ่นดินได้ว่ากฎหมายขัดรัฐธรรมนูญได้ ถ้าผู้ตรวจการแผ่นดินเห็นด้วย หรือกรณีที่ผู้ตรวจการแผ่นดินพิจารณาเรื่องร้องเรียนใดแล้วเห็นว่าเกิดจากปัญหาของกฎหมายที่มีปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ก็จะเป็นกรณีที่ผู้ตรวจการแผ่นดินเสนอเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๓๑ (๑) ซึ่งเป็นอำนาจเฉพาะของผู้ตรวจการแผ่นดินเท่านั้น แต่ถ้าผู้ตรวจการแผ่นดินไม่เห็นด้วยกับที่ประชาชนเสนอเรื่องร้องเรียน กรณีก็เป็นอันยุติลงเท่านั้น ประชาชนเอาเรื่องไปยื่นกับศาลรัฐธรรมนูญต่อไม่ได้ ไม่เหมือนกับการไปใช้สิทธิขอให้ผู้ตรวจการแผ่นดิน
ส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา ๒๑๓
ตรงนี้คงมีผู้สงสัยว่า ถ้าอย่างนั้นประชาชนจะไปยื่นเรื่องต่อผู้ตรวจการแผ่นดินตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๓๑ (๑) ทำไม ก็ใช้ช่องทางตามมาตรา ๒๑๓ ไปเลย ถ้าผู้ตรวจการแผ่นดินไม่เห็นด้วยก็จะมีสิทธินำเรื่องมายื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญต่อได้
เรื่องนี้เป็นเพราะเงื่อนไขของการยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๓ มีเงื่อนไขสำคัญประการหนึ่งว่า ผู้ที่ใช้สิทธิตามช่องทางนี้ จะต้องเป็นกรณีที่ถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญคุ้มครองไว้ และเห็นว่าการละเมิดนั้นเป็นผลจากบทบัญญัติแห่งกฎหมายขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ จึงจะมีสิทธิยื่นคำร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน และให้ผู้ตรวจการแผ่นดินพิจารณายื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญได้ รวมทั้งในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๖๑ มาตรา ๔๖ วรรคสอง ยังกำหนดเงื่อนไขไว้อย่างชัดเจน การยื่นคำร้องตามวรรคหนึ่งต้องระบุการกระทำที่อ้างว่าเป็นการละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพของตนโดยตรงให้ชัดเจนว่าเป็นการกระทำใดและละเมิดต่อสิทธิหรือเสรีภาพของตนอย่างไร
ดังนั้น ถ้าเป็นบุคคลที่มิได้ถูกละเมิดสิทธิอันใดเลยจากกฎหมายที่เป็นปัญหา แต่มีความเห็นว่ากฎหมายมีปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญแล้ว ก็ย่อมไม่อาจใช้ช่องทางตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๓ ซึ่งเรื่องของแพทย์หญิงในเรื่องที่หนึ่ง คือท่านได้รับความเดือดร้อนเสียหายแล้วจากการถูกตำรวจจับกุม
ตั้งข้อหาเพื่อดำเนินคดีอาญา
จึงอาจจะสรุปได้ว่า สิทธิการยื่นคำร้องโดยตรงต่อรัฐธรรมนูญนั้นเป็นสิทธิของผู้ถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพโดยผลของบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่อาจขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ เป็นการใช้สิทธิ
ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๓ ซึ่งจะไปใช้สิทธิต่อผู้ตรวจการแผ่นดินก่อน หากผู้ตรวจการแผ่นดินไม่ส่ง
ก็มาร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญได้ด้วยตนเอง
แต่ถ้าเพียงแต่ประชาชนมีความเห็นว่า บทบัญญัติแห่งกฎหมายมีปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ โดยที่ไม่ได้ถูกกระทบกระเทือนต่อสิทธิเสรีภาพโดยตรง ก็อาจจะใช้ช่องทางในการเสนอเรื่องต่อผู้ตรวจการแผ่นดินให้พิจารณาว่าจะส่งต่อให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๓๑ (๑) หรือไม่ ซึ่งก็จะเป็นที่สุดที่ความเห็นของผู้ตรวจการแผ่นดินนั้นเอง
กรณีที่ประชาชนเป็นความเป็นคดีในศาลแล้ว บุคคลที่เป็นคู่ความและจะถูกบังคับด้วยกฎหมายที่ตนเห็นว่าขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ ก็มีสิทธิร้องขอต่อศาลให้ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยได้
โดยกระบวนการตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๒
แต่ถ้าไม่ได้มีคดีขึ้นโรงขึ้นศาล แต่ก็ได้รับความเดือดร้อนเสียหายหรือรู้สึกถูกละเมิดสิทธิจากกฎหมายบางเรื่องอยู่ จะมีช่องทางใดในการขอให้ศาลรัฐธรรมนูญตรวจสอบกฎหมายนั้นได้บ้าง กรณีนี้ ประชาชนอาจไปใช้สิทธิต่อองค์กรอิสระคือผู้ตรวจการแผ่นดินเพื่อให้เขาเสนอเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยในกรณีที่กฎหมายมีผลใช้บังคับอยู่ว่าอาจมีปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญก็ได้
แต่ประชาชนจะไป “เริ่มเรื่อง” ให้การโต้แย้งหรือความเห็นของตนได้รับการพิจารณา
ในศาลรัฐธรรมนูญได้อย่างไร มีกรณีตัวอย่างมาเล่าให้ฟังสองเรื่อง ดังนี้
เรื่องแรก เป็นกรณีแพทย์หญิงท่านหนึ่งซึ่งอยู่ในเครือข่ายแพทย์อาสายุติการตั้งครรภ์ตามกฎหมายและข้อบังคับของแพทยสภาให้กับหญิงที่ตั้งครรภ์โดยไม่พร้อม วันหนึ่งท่านถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมและกล่าวหาว่ากระทำผิดฐานทำให้หญิงแท้งลูกโดยหญิงนั้นยินยอม และจับกุมหญิงผู้เข้ารับบริการยุติการตั้งครรภ์ในความผิดฐานยินยอมให้ผู้อื่นทำให้ตนแท้งลูก ทั้งที่ผู้ร้องเป็นแพทย์และวินิจฉัยแล้วว่าหญิงผู้ตั้งครรภ์ได้รับความคุ้มครองตามข้อยกเว้นให้ทำแท้งได้ตามกฎหมายในขณะนั้น
คุณหมอจึงเห็นว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๐๑ น่าจะขัดต่อหลักความเสมอภาคตามรัฐธรรมนูญเนื่องจากบัญญัติเอาผิดแต่หญิงที่ทำแท้งแต่ไม่ลงโทษชายที่ทำให้หญิงตั้งครรภ์ และขัดต่อสิทธิในเสรีภาพ ชีวิต และร่างกายของหญิงผู้ประสงค์จะยุติการตั้งครรภ์นั้น นอกจากนี้ บทบัญญัติมาตรา ๓๐๕ ที่เป็นข้อยกเว้นให้ทำแท้งได้ก็จำกัด ไม่สอดคล้องกับสภาพการณ์และไม่เท่าทันความก้าวหน้าและเทคโนโลยีทางการแพทย์ แต่เนื่องจากเรื่องนี้ยังเป็นการดำเนินคดีในชั้นสอบสวน จึงไม่ถือเป็นกรณีที่อยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลที่จะใช้สิทธิโต้แย้งตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๒ ได้ ท่านจึงไปยื่นคำร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดินเพื่อให้ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัย
ผู้ตรวจการแผ่นดินพิจารณาแล้วเห็นว่า ประมวลกฎหมายอาญาทั้งสองมาตรานั้นมีปัญหาจริงในทางปฏิบัติบังคับใช้อยู่บ้าง แต่ไม่ถึงกับถือเป็นกฎหมายที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ จึงไม่ส่งคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ทำให้เข้าเงื่อนไขที่จะสามารถยื่นคำร้องโดยตรงต่อศาลรัฐธรรมนูญได้ โดยอาศัยช่องทางตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๓ และศาลรัฐธรรมนูญก็ได้รับเรื่องของแพทย์หญิงท่านนี้ไว้พิจารณาวินิจฉัย
ในที่สุดศาลรัฐธรรมนูญก็มีคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ ๔/๒๕๖๓ วินิจฉัยว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๐๑ เรื่องความผิดที่หญิงทำให้ตนแท้งลูก ขัดหรือแย้งต่อหลักความเสมอภาคระหว่างชายหญิงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๗ สำหรับกรณีมาตรา ๓๐๕ ที่เป็นบทยกเว้นเงื่อนไขกรณีให้แพทย์ทำแท้งให้หญิงได้นั้น แม้ศาลรัฐธรรมนูญจะเห็นว่าไม่ถึงกับขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ แต่บทบัญญัติดังกล่าวก็สมควรได้รับการแก้ไขให้เหมาะกับสภาพการณ์ โดยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปดำเนินการแก้ไขปรับปรุงกฎหมาย ภายใน ๓๖๐ วัน
ต่อมาจึงมีการแก้ไขกฎหมายทั้งสองมาตรานี้เพื่อให้สอดคล้องกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเป็นพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ ๒๘) พ.ศ. ๒๕๖๔ ซึ่งมีผลบังคับไป
เมื่อวันที่ ๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๔ นี้เอง
แม้ว่าเรื่องนี้จะมีผู้เห็นด้วย แต่ก็แน่นอนว่าย่อมต้องมีผู้เห็นต่าง
เรื่องที่สอง นี้มีคุณหมอสูตินารีแพทย์อีกกลุ่มหนึ่งก็เห็นว่าการแก้ไขกฎหมายความผิดเกี่ยวกับการทำแท้งดังกล่าว เป็นการให้สิทธิแต่หญิงมีครรภ์เพียงฝ่ายเดียวโดยไม่คำนึงถึงสิทธิของทารกในครรภ์ในการที่จะมีชีวิตอยู่และไม่คำนึงถึงสิทธิในการร่วมตัดสินใจของชายผู้เป็นบิดาของทารกในครรภ์ เป็นการละเมิดต่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และเป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรม จึงไปยื่นคำร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดินขอให้ผู้ตรวจการแผ่นดินขอให้เสนอเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๓๑ (๑) ว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมีปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญตามเหตุผลข้างต้น ซึ่งเรื่องนี้ผู้ตรวจการแผ่นดินเห็นว่า บทบัญญัติดังกล่าวไม่มีปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ให้ยุติเรื่อง
เช่นนี้แล้วจึงมีคำถามว่า กลุ่มแพทย์ผู้ร้อง จะถือว่าเมื่อผู้ตรวจการแผ่นดินไม่ส่งเรื่อง
ให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๓๑ (๑) แล้ว จะมีสิทธินำเรื่องมาร้องโดยตรงต่อศาลรัฐธรรมนูญโดยถือว่าเป็นการยื่นคำร้องตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๓ ได้หรือไม่
ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยปัญหานี้ไว้ในคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญที่ ๒๙/๒๕๖๔ ว่า การยื่นคำร้องว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายมีปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๓ จะต้องเป็นไปตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๖๑ มาตรา ๔๘ ประกอบมาตรา ๔๖ ดังนั้น แม้ว่าผู้ร้องจะยื่นคำร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดินและผู้ตรวจการแผ่นดินแจ้งผล
การพิจารณาให้ยุติเรื่อง แต่เมื่อเป็นการยื่นคำร้องตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๓๑ (๑) ไม่ใช่การยื่นคำร้อง
ตามมาตรา ๒๑๓ จึงไม่เข้าหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขข้างต้น จึงไม่อาจยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญได้
เราอาจถืออุทาหรณ์สองเรื่องนี้เป็นแนวทางเบื้องต้นในการแยกความแตกต่าง ระหว่างการใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๓๑ (๑) โดยผู้ตรวจการแผ่นดิน และกรณีที่บุคคลไปยื่นคำร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดินเพื่อให้ดำเนินการตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๓ ได้ว่า ประชาชนอาจจะไปเสนอเรื่องร้องเรียนต่อผู้ตรวจการแผ่นดินได้ว่ากฎหมายขัดรัฐธรรมนูญได้ ถ้าผู้ตรวจการแผ่นดินเห็นด้วย หรือกรณีที่ผู้ตรวจการแผ่นดินพิจารณาเรื่องร้องเรียนใดแล้วเห็นว่าเกิดจากปัญหาของกฎหมายที่มีปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ก็จะเป็นกรณีที่ผู้ตรวจการแผ่นดินเสนอเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๓๑ (๑) ซึ่งเป็นอำนาจเฉพาะของผู้ตรวจการแผ่นดินเท่านั้น แต่ถ้าผู้ตรวจการแผ่นดินไม่เห็นด้วยกับที่ประชาชนเสนอเรื่องร้องเรียน กรณีก็เป็นอันยุติลงเท่านั้น ประชาชนเอาเรื่องไปยื่นกับศาลรัฐธรรมนูญต่อไม่ได้ ไม่เหมือนกับการไปใช้สิทธิขอให้ผู้ตรวจการแผ่นดิน
ส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา ๒๑๓
ตรงนี้คงมีผู้สงสัยว่า ถ้าอย่างนั้นประชาชนจะไปยื่นเรื่องต่อผู้ตรวจการแผ่นดินตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๓๑ (๑) ทำไม ก็ใช้ช่องทางตามมาตรา ๒๑๓ ไปเลย ถ้าผู้ตรวจการแผ่นดินไม่เห็นด้วยก็จะมีสิทธินำเรื่องมายื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญต่อได้
เรื่องนี้เป็นเพราะเงื่อนไขของการยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๓ มีเงื่อนไขสำคัญประการหนึ่งว่า ผู้ที่ใช้สิทธิตามช่องทางนี้ จะต้องเป็นกรณีที่ถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญคุ้มครองไว้ และเห็นว่าการละเมิดนั้นเป็นผลจากบทบัญญัติแห่งกฎหมายขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ จึงจะมีสิทธิยื่นคำร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน และให้ผู้ตรวจการแผ่นดินพิจารณายื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญได้ รวมทั้งในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๖๑ มาตรา ๔๖ วรรคสอง ยังกำหนดเงื่อนไขไว้อย่างชัดเจน การยื่นคำร้องตามวรรคหนึ่งต้องระบุการกระทำที่อ้างว่าเป็นการละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพของตนโดยตรงให้ชัดเจนว่าเป็นการกระทำใดและละเมิดต่อสิทธิหรือเสรีภาพของตนอย่างไร
ดังนั้น ถ้าเป็นบุคคลที่มิได้ถูกละเมิดสิทธิอันใดเลยจากกฎหมายที่เป็นปัญหา แต่มีความเห็นว่ากฎหมายมีปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญแล้ว ก็ย่อมไม่อาจใช้ช่องทางตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๓ ซึ่งเรื่องของแพทย์หญิงในเรื่องที่หนึ่ง คือท่านได้รับความเดือดร้อนเสียหายแล้วจากการถูกตำรวจจับกุม
ตั้งข้อหาเพื่อดำเนินคดีอาญา
จึงอาจจะสรุปได้ว่า สิทธิการยื่นคำร้องโดยตรงต่อรัฐธรรมนูญนั้นเป็นสิทธิของผู้ถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพโดยผลของบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่อาจขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ เป็นการใช้สิทธิ
ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๓ ซึ่งจะไปใช้สิทธิต่อผู้ตรวจการแผ่นดินก่อน หากผู้ตรวจการแผ่นดินไม่ส่ง
ก็มาร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญได้ด้วยตนเอง
แต่ถ้าเพียงแต่ประชาชนมีความเห็นว่า บทบัญญัติแห่งกฎหมายมีปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ โดยที่ไม่ได้ถูกกระทบกระเทือนต่อสิทธิเสรีภาพโดยตรง ก็อาจจะใช้ช่องทางในการเสนอเรื่องต่อผู้ตรวจการแผ่นดินให้พิจารณาว่าจะส่งต่อให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๓๑ (๑) หรือไม่ ซึ่งก็จะเป็นที่สุดที่ความเห็นของผู้ตรวจการแผ่นดินนั้นเองMore Information
- อ่านบทความเต็มเรื่อง “ถ้าไม่มีคดีในศาล จะโต้แย้งว่ากฎหมายขัดรัฐธรรมนูญได้อย่างไร
” - ติดตามเนื้อหาความรู้เกี่ยวกับศาลรัฐธรรมนูญ กฎหมายรัฐธรรมนูญ และสิทธิเสรีภาพของประชาชนภายใต้รัฐธรรมนูญ ได้ทุกช่องทาง
- LINE Official Account สนง.ศาลรัฐธรรมนูญ: @occ_th
- เว็บไซต์ สนง.ศาลรัฐธรรมนูญ: www.constitutionalcourt.or.th






Login with facebook
Login with google